DTAC ชี้ภาคธุรกิจต้องเผชิญ 3 ความท้าทายต่อเนื่อง หลังยุคโควิด-19

DTAC ชี้ภาคธุรกิจต้องเผชิญ 3 ความท้าทายต่อเนื่อง

DTAC ชี้ภาคธุรกิจต้องเผชิญ 3 ความท้าทายต่อเนื่อง หลังยุคโควิด-19 ความท้าทายสำคัญของโลกยุคหลังโควิด-19 ได้แก่ ขนาดของธุรกิจ ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และ ผลกระทบของห่วงโซ่อุปทานจากภาวะโลกร้อน แต่วิกฤติดังกล่าว ก็นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ สำหรับภาคธุรกิจไทย ที่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ดังนั้น DTAC ชี้ภาคธุรกิจต้องเผชิญ 3 ความท้าทายต่อเนื่อง มีอะไรกันบ้าง เราไปดูพร้อมกันเลย

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในภาคธุรกิจ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แนวโน้มสำคัญ คือ
  1. โครงสร้างธุรกิจเปลี่ยนสู่ Economy of Scale : วิกฤติโควิด-19 ได้เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของภาคธุรกิจ โดย การประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) มีบทบาทมากขึ้นในโลกธุรกิจ ดังจะเห็นได้จากการควบรวมกิจการต่างๆ ในระดับภูมิภาค เช่น ความสนใจในธุรกิจโทรคมนาคมของบริษัทพลังงาน การควบรวมธุรกิจระหว่าง Digi และ Celcom ในมาเลเซีย ขณะที่ Grab สตาร์ทอัพยูนิคอร์นสัญชาติมาเลเซียนั้น มีแผนการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้ง (IPO) ที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก

2. ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลที่กว้างขึ้น  Digital Divide : วิกฤติโควิด-19 ได้เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม โดยทั้งภาครัฐและธุรกิจต่างส่งเสริม ให้มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดี ในการกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์การดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ ในกลุ่มคนชายขอบและกลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต หรือขาดความรู้ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มศักยภาพ

3. ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน Climate change ต่อห่วงโซ่อุปทานโลก : นอกเหนือจากวิกฤติโควิด -19 ประเทศไทย ยังเผชิญกับภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันได้ส่งผลกระทบตามแนวชายฝั่ง และระบบนิเวศทางการเกษตรที่เปราะบาง และในอนาคตอันใกล้นี้ การเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอากาศ อาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังเช่นในวิกฤติมหาอุทกภัยในปี 2554 ซึ่งส่งผลให้เกิดการขาดแคลนฮาร์ดไดรฟ์ ไปทั่วโลก

ทั้งนี้ ดีแทคได้กำหนดหลักการดำเนินธุรกิจ อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible business) อันจะเป็นหัวใจสำคัญ ในการยกระดับขีดความสามารถในการยืนหยัด ท่ามกลางความไม่แน่นอน และสร้างความไว้วางใจ แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ โดยประกอบด้วย 7 เสาหลัก ได้แก่ 1. การสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้วยหลักธรรมาภิบาล 2. การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล 3. การสร้างความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน 4. การสร้างสังคมดิจิทัลสำหรับทุกคน 5. การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ 6. สิทธิมนุษยชน และ 7. การสร้างสุขภาวะในที่ทำงาน

ขณะเดียวกัน ดีแทคยังเล็งเห็นถึงแนวโน้มความปกติใหม่ หรือ new normal 3 ด้าน และได้มีการกำหนดกลยุทธ์ในการรับมือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในภาคธุรกิจ ดังนี้

การเปลี่ยนแปลง ของสภาพภูมิอากาศ โดยข้อมูลของ GSMA ระบุว่า อุตสาหกรรมโทรคมนาคมนั้น ใช้พลังงานไฟฟ้าคิดเป็น 4% ของโลก และกลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย โดยประเทศไทยนั้น มีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ของเสาสัญญาณ เพื่อเร่งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ของคนในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 7% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโต โดยเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ 4.2% อันเป็นผลมาจาก การหันมาใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลในอัตราเร่ง และการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลให้อัตราการใช้พลังงานสูงขึ้นไปอีก

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอก 3 นี้ ลูกค้าดีแทคมีอัตราการใช้ดาต้าเฉลี่ยพุ่งสูงถึง 20 GB ต่อคนต่อเดือน ซึ่งตัวเลขการเพิ่มขึ้นดังกล่าวส่งผลต่อการใช้พลังงานในการให้บริการโครงข่ายที่ปัจจุบันมีสัดส่วนสูงถึง 97% ของกระบวนการการดำเนินธุรกิจทั้งหมดของดีแทค

ด้วยเหตุนี้ ดีแทคจึงได้กำหนดเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ 50% ภายในปี 2573 ผ่านการใช้พลังงานทางเลือก เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในส่วนงานบริหารโครงข่ายและ call center และแสวงหาความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมในการนำเทคโนโลยี 4G / 5G ร่วมกับโซลูชัน IoT เพื่อสร้างระบบการจัดการพลังงานน้ำและไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อช่วยอุตสาหกรรมอื่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

นอกจากนี้ ภายใต้แผนงานการจัดการผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ดีแทคเดินหน้าจะลดปริมาณการทิ้งขยะทั่วไปจากสำนักงานและขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบฝังกลบเป็นศูนย์หรือ zero landfill ภายในปี 2565 โดย 80% ของขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดของดีแทคนั้นคือซากอุปกรณ์โครงข่าย

ด้าน ประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเทคโนโลยี ดีแทค กล่าวว่า เป้าหมายดังกล่าวถือเป็นการสร้างมาตรวัดที่เป็นรูปธรรม ท่ามกลางความท้าทายด้านการเข้าถึงแหล่งพลังงานทางเลือกที่มีจำกัด เนื่องด้วยความต้องการใช้พลังงาน ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ที่มีความแตกต่างเฉพาะ

ภายใต้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม บริการโทรคมนาคมได้กลายเป็นหัวใจสำคัญ ในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดีแทคนั้นมีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนอย่างยืดหยุ่น ผ่านการดำเนินงานในด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ และบริการให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง และปลอดภัยในทุกสถานการณ์

ทิพยรัตน์ แก้วศรีงาม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานขาย ดีแทค กล่าวว่า ดีแทคมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 มิติ ได้แก่

1. การให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยดีแทคได้ปรับเปลี่ยนวิถีการทำงาน และปัจจุบันพนักงานดีแทคกว่า 95% นั้นสลับระหว่างการทำงานที่บ้านและในสำนักงาน

2. การปรับแผนกระจายสินค้า และจุดบริการตามการโยกย้ายพื้นที่ของผู้ใช้งาน และเพิ่มจุดกระจายสินค้าอย่างรวดเร็ว และ

3. เร่งลูกค้าและคู่ค้าทั้งซัพพลายเชนเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ผ่านการกระตุ้นการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการทำธุรกรรมให้มากที่สุด

นอกจากนี้ ดีแทค ยังให้ความสำคัญต่อประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน โดยมีการกำหนดมาตรฐานเข้มงวดในการทำงานกับคู่ค้า ซึ่งครอบคลุมมิติด้านสิทธิแรงงานและข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อลดความเสี่ยงและเสริมแกร่งความสามารถในการปรับตัว โดยประกาศภารกิจพิชิต 0 คือ จะไม่มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากการทำงานในซัพพลายเชนของดีแทค ไม่มีการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เป็นต้น

ด้วยการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคโควิด-19 ผู้บริโภคเริ่มหันมาแสดงความกังวลต่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และประเด็นดังกล่าวกลายมาเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้บริการของผู้บริโภค จากผลสำรวจของ Cisco พบว่าผู้คนกว่า 48% รู้สึกว่าตนเองไม่สามารถปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้ดีพอ

โดยสาเหตุหลัก เป็นเพราะไม่รู้ว่าองค์กรต่างๆ นั้นนำข้อมูลไปใช้ในลักษณะใดบ้าง ซึ่งดีแทคในฐานะผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของไทย ได้มีการกำหนดนโยบายการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลขึ้น เพื่อควบคุมการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลภายในองค์กร สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป (General Data Protection Regulation – GDPR) และพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย (Personal Data Protection Act – PDPA)

มาร์คุส แอดอัคทูสเซ่น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร ดีแทค กล่าวว่า ธุรกิจจำนวนมากต่างต้องพึ่งพาข้อมูลมากขึ้น ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆ ซึ่งรวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลด้วยในบางกรณี ในยามที่แนวทางการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นยังไม่มีความชัดเจน เราจึงยินดีที่ได้เห็นการบังคับใช้กฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่ส่งเสริมสิทธิความเป็นส่วนตัวในประเทศไทย

อย่างไรก็ดี ภาครัฐต้องอาศัยการทำงานแบบองค์รวม เพื่อให้เกิดความชัดเจนทั้งในแง่ของความหมายในบทบัญญัติที่สำคัญ และความสอดคล้องระหว่างกฎหมายอย่าง PDPA กับกฎเกณฑ์เฉพาะในแต่ละหมวดธุรกิจ ซึ่งการกำหนดมาตรฐาน และความคาดหวังอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยสร้างความเข้าใจอันดียิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภค ว่าข้อมูลของพวกเขาถูกใช้งานอย่างไรบ้าง

อ่านเพิ่มเติม

บทความแนะนำ