ย้ายประเทศกันเถอะ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หลังเพจสถานทูตสวีเดนชวนคนไทยไปอยู่

ย้ายประเทศกันเถอะ
ย้ายประเทศกันเถอะ

วันที่ 3 พฤษภาคม 2564 ได้รายงานกรณี ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิดและการบริหารจัดการของรัฐบาล ได้สร้างกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ “ย้ายประเทศกันเถอะ” เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ก่อนที่กลุ่มดังกล่าวจะได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยในขณะนี้มีสมาชิก 5.7 แสนบัญชี ขณะที่สื่อทั้งทีวี และเว็บไซต์พากันรายงานข่าวตลอดทั้งวัน

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำกรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 4 หมื่นบัญชี ร่วมเกาะกระแส “ย้ายประเทศกันเถอะ” ด้วยการโพสต์ข้อมูลให้คนไทยย้ายไปอยู่สวีเดนว่า ท่านกำลังฝันจะย้ายประเทศอยู่หรือเปล่า เราขอนำเสนอเหตุผลว่าเหตุใดประเทศสวีเดน อาจเป็นจุดหมายปลายทางที่ดี การย้ายประเทศ

หลังจากที่เพจสถานทูตสวีเดนโพสต์ข้อความดังกล่าว ผ่านไป 5 ชั่วโมง ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก มีการแชร์โพสต์ 17,000 ครั้ง ส่วนใหญ่เห็นด้วยและตื่นเต้นที่ทางสถานทูตสวีเดนร่วมเกาะกระแสนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้เข้ามาแชร์ประสบการณ์การทำงานที่สวีเดนระบุว่า สวีเดนเป็นประเทศน่าอยู่ ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และวิทยาศาสตร์ คมนาคม อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ให้อิสระอย่างมาก ย้ายประเทศ

ล่าสุด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก แสดงมุมมองที่มีต่อกลุ่มเฟซบุ๊ก “ย้ายประเทศกันเถอะ” ว่า เพจย้ายประเทศกันเถอะ ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ปกครองประเทศจะมองผ่าน และคิดว่าเป็นเรื่องสนุกเฮฮา เพ้อฝัน ของคนรุ่นใหม่ ลักษณะการถาม ตอบ แลกเปลี่ยนของสมาชิกในกลุ่มดูจริงจัง และพยายามถ่ายทอดประสบการณ์ในการใช้ชีวิต การเรียน การหางานทำ การเอาตัวรอด ไปจนถึงทำอย่างไรจะได้อยู่เป็นพลเมืองของประเทศนั้น ผู้ที่ถามก็ไม่ได้ถามเอาเล่น และผู้ที่ตอบก็ตั้งใจตอบอย่างมีสาระจริงจัง บางคนถึงขนาดอาสาติวภาษาของประเทศนั้น ๆ ให้ฟรีทางออนไลน์ด้วยซ้ำ คนเหล่านี้มิได้ไม่รักชาติ แต่ผู้ปกครองประเทศในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เขารู้สึกว่าประเทศไม่น่าอยู่และต้องการหาที่ไป บางคนถึงขนาดเปรียบเทียบว่า อากง อาม่า ยังอพยพหนีมาจากเมืองจีนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า บัดนี้ถึง generation เขา ก็ต้องหาสิ่งที่ดีกว่าเช่นกัน หากได้ดิบได้ดีแล้วค่อยส่งเงินกลับมาช่วยเมืองไทยย้ายประเทศถาวร

ด้านในเพจย้ายประเทศกันเถอะ ณ ตอนนี้มีแบ่งกลุ่มย่อยตามหัวข้อที่ตนเองสนใจ เช่น ทีมอเมริกา ทีมออสเตรเลีย ทีมญี่ปุ่น ทีมวิศวะ ทีมแพทย์ ทีม data ฯลฯ นับแล้วน่าจะเป็นร้อยทีม ถามตอบเจาะลึกกันอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่คือคนหนุ่มสาว หรือคนวัยทำงาน มีทักษะทางภาษา และมีความรู้ดีพอสมควร จริงอยู่ว่าทั้งสี่แสนกว่ารายไม่มีโอกาสย้ายตามความฝัน แต่คิดง่าย ๆ ว่า หากได้ไปสัก 10% ก็ 40,000 หรือแค่ 1% ก็ 4,000 แล้ว และ 40,000 หรือ 4,000 คนนี้ คือคนที่มีความรู้ความสามารถจริงที่ประเทศนั้นยอมรับ

ด้านอดีตกรรมการ กกต. โพสต์ปิดท้ายว่า น่าเป็นห่วงประเทศครับ เข้าไปดูได้ไม่กี่นาที ลูกสาวที่อยู่ในต่างประเทศก็ส่งสายเข้ามา “ย้ายประเทศมั้ยคะ คุณพ่อ”

จุดเริ่มต้นของผู้ก่อตั้งกลุ่ม ย้ายประเทศกันเถอะ

ย้ายประเทศกันเถอะ
ย้ายประเทศกันเถอะ

กลุ่มเฟสบุ๊กย้ายประเทศกันเถอะ นั้นได้เริ่มก่อตั้ง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 ซึ่งมีการติดแฮชแท็ก #ย้ายประเทศกันเถอะ แสดงทัศนะในโซเชียลมีเดีย จนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ ซึ่งเนื้อหาในกลุ่มนี้แทบจะไม่มีการด่าเสียดสีเหน็บแนมรัฐบาลเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นการมุ่งเน้นแสวงหาหนทางการออกไปใช้ชีวิตในต่างประเทศอย่างจริงจัง

นาย ภู (นามสมมุติ) ผู้ก่อตั้งกลุ่มย้ายประเทศกันเถอะ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองเป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร แต่เพราะพิษของเชื้อไวรัส โควิด-19 จึงทำให้ได้รับผลกระทบ ซึ่งตอนแรกเขาเพียงคิดที่จะไปลงทุนที่ต่างประเทศเป็นทางเลือกเสริม เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้

จุดเริ่มต้นของกลุ่ม “ย้ายประเทศกันเถอะ” นั้นตอนแรกมีเพียงแค่ 50 คน โดยเป็นการคุยกันกับเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเรื่องคำแนะนำต่างๆในการใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ แต่พอผ่านมาอีกสักพักก็มีสมาชิก 60,000 คน และจากนั้นสมาชิกก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุ 500,000 คน

นาย ภู ยังให้สัมภาษณ์อีกว่า กิจกรรมของกลุ่มในตอนนี้แบ่งออกเป็น 3 อย่างคือ

กลุ่มแรกเป็นการแนะนำประเทศโดยการติด # ประเทศต่าง เพื่อให้คนที่สนใจสามารถค้นหาเจอได้โดยไม่ต้องเลื่อนหา

กลุ่มที่สองเป็นการเตรียมตัว ด้านภาษา อาหารการกิน การใช้ชีวิต การเตียมวีซ่า

กลุ่มที่สามจะเป็นอาชีพที่สนใจเป็นหลัก

ซึ่งทั้งหมดเกิดจากสมาชิกกลุ่มทำขึ้นมาเอง ขณะที่สัดส่วนของสมาชิกตอนนี้ มีสมาชิกในกลุ่ม คือ 60-70% คือกลุ่มเรียนจบใหม่ถึงอายุ 35 ปี และอายุ 13-20 ปี กลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 15% ที่เหลือจะเฉลี่ยๆตามกลุ่ม

นาย ภู กล่าวอีกว่า “เชื่อว่าทุกคนรักประเทศไทย มีโพสต์ว่าทำไมไม่รักประเทศไทยเข้ามาเรื่อยๆ แต่เราสู้มาตลอด และการที่เราไปไม่ได้แปลว่าจะไม่สู้แล้ว เราแค่รู้สึกว่าอยากไปอยู่ในที่ที่คุณภาพชีวิตดีกว่านี้เพราะเราเกิดมาแค่ครั้งเดียว ชาติหน้าก็ไม่รู้จะได้เกิดเป็นคนหรือเปล่า อีก 5-10 ปีเราก็ไม่อยากจะเสี่ยงว่าลูกเราต้องเติบโตมาในสังคมแบบไหน” วิธีย้ายประเทศ

ด้าน ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มองถึงเหตุการ์ณที่เกิดขึ้น ว่าปรากฏการณ์นี้ คือเสียงที่พวกผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจควรรับฟังเป็นอย่างยิ่ง เพราะโลกในยุคทศวรรษที่ 2510 มีผู้คนไหลออกไปต่างประเทศเยอะมาก ที่เราได้ยินคือโรบินฮู้ดไทยไปอยู่สหรัฐอเมริกา ซึ่งบริบทตอนนั้นมันยุคเบบี้ บูมเมอร์ ประชากรเยอะมาก เราไปก็กลายเป็นชนชั้นที่ถูกกีดกันในประเทศเขา แต่ในยุคปัจจุบันเป็นยุคสังคมสูงอายุ เขาอ้าแขนรับ เราไปอย่างถูกกฎหมาย แต่เขาเอาแต่ครีมของประเทศไป เพราะเขาต้องการคนที่มีทักษะแรงงานขั้นสูงการย้ายประเทศ

ผศ.ดร.กนกรัตน์กล่าวอีกว่า “สิ่งที่เราเห็นคือความสิ้นหวังของคนรุ่นนี้ หลังยุค 6 ตุลา 2519 คนที่หมดหวังต่อรัฐบาลหนีเข้าป่าคือไปจับอาวุธสู้กับรัฐบาลเพื่อหวังเปลี่ยนประเทศ แต่ครั้งนี้เราจะเจอปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่แพ้ในการพยายามปฏิรูปประเทศนี้ เขาไม่ได้หนีเข้าป่าแล้วเขาจะกลับมา แต่สิ่งที่เขาคิดคือจะหนีออกไปแล้วไม่คิดจะกลับมาอีกเลย ล่าสุดนิวซีแลนด์ประท้วง เพราะเขาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ เขาอยากให้รับคนกลุ่มนี้เข้าประเทศ การอธิบายว่าอย่าไปเลย ประเทศไทยดีกว่า มันอธิบายกับคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันไม่ได้แล้ว วิธีการชวนให้คนรุ่นใหม่อยู่กับเรามันต้องเปลี่ยนวิธี”

บทความแนะนำ